click here to read INNOLAB on-line version
bi-lingual (Thai-English) magazine
read INNOLAB on-line  l   annual subscription  l   get e-news  l   event calendar  l   advertising  l   share your expertise  l   home



Read the article "Food Fraud, Food Safety: Terms & Definition"
in English version, click >>>
.

Read full version of INNOLAB #11.62,
click >>>


Follow our activities on-line. Please click like our fan page and take a tour at
www.facebook.com/innolabmagazine
Food Fraud, Food Safety: Terms & Definition


การอยู่รอดของแบคทีเรียถูกกำหนดโดยความสมดุลระหว่างความเครียด (stress) ที่แบคทีเรียได้รับจากสภาพ แวดล้อมภายใน (เรียกว่า intrinsic) และได้รับจากสภาพแวดล้อมภายนอก (เรียกว่า extrinsic) ความเครียดเหล่า นี้แบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่ ทางเคมี (เช่น กรด สารกันเสีย สารทำความสะอาด) กายภาพ (เช่น อุณหภูมิ แรงดัน ออสโมติก การฉายรังสี) หรือโภชนาการ (เช่น การขาดแคลนอาหาร) และสามารถเกิดขึ้นในช่วง (stage) ใดๆ อย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงโต๊ะอาหาร

     หลังจากสัมผัสความเครียดอย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายชนิด ส่วนหนึ่งของ ประชากรแบคทีเรียจะบาดเจ็บมากน้อย ต่างกันตามระดับของความเครียด และ ขึ้นกับประเภทของความเครียด ระยะเวลา ในการสัมผัสความเครียด และสถานะทาง สรีรวิทยาของเซลล์แต่ละเซลล์ (ภาพที่ 1) หลังเซลล์สัมผัสความเครียด (ภายในและ ภายนอก) เซลล์จะเกิดการบาดเจ็บได้สอง ประเภท (1) การบาดเจ็บในระดับเมตาบอ ลิก คือเกิดความเสียหายของส่วนประกอบ ต่างๆ ภายในเซลล์ เช่น กรดดีออกซีไร โบนิวคลีอิก (ดีเอ็นเอ) กรดไรโบนิวคลีอิก (อาร์เอ็นเอ) และเอนไซม์ที่มีความสำคัญ และ (2) การบาดเจ็บในระดับโครงสร้าง คือเกิดความเสียหายของผนังเซลล์และเยื่อ หุ้มเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บประเภท ใด การตรวจวิเคราะห์เซลล์ที่บาดเจ็บแต่ ยังมีชีวิตอยู่ (sublethally injured cells) ซึ่งรวมถึงเซลล์แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนั้น เปน็ ความท้าทาย เนื่องจากเซลล์เหล่านี้จะ ไม่เติบโตในอาหารเลี้ยงเชื้อเพิ่มปริมาณ (enrichment media) และอาหารเลี้ยง เช้อื บนจานเพาะเชื้อ (plating media) ที่ มีสารคัดเลือก (selective agent)
     เซลล์ที่บาดเจ็บอาจปรับตัวเองให้เข้า กับสิ่งแวดล้อมใหม่ คืนสภาพการทำงาน ของเซลล์และความสามารถในการก่อโรค (pathogenicity) ด้วยการซ่อมแซมเซลล์ที่ เสียหาย แล้วอยู่ในสถานะมีชีวิตแต่ไม่สามารถ เพาะเชื้อได้ (viable-but-nonculturable, VBNC) ซึ่งจะเป็นเซลล์ที่มีกิจกรรมเมตา บอลิซึมน้อยมากและไม่สามารถแบ่งตัว ได้ หรืออยู่ในสภาพบาดเจ็บแล้วตายไป การสัมผัสความเครียดปริมาณน้อย เซลล์ ส่วนใหญ่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การสัมผัสกับความเครียดเป็นระยะเวลา นานจะทำให้ช่วงระยะพัก (lag phase) ของแบคทีเรียนานขึ้นและเกิดขึ้นพร้อมกับ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ชั่วคราวซึ่งอาจทำให้ทนทานต่อความเครียด ได้มากขึ้น สภาวะนี้เรียกว่า “การปรับตัว ชั่วคราว” (transient adaptation) เมื่อได้ รับความเครียดระดับปานกลาง กลุ่มเซลล์ จะประกอบด้วยเซลล์ปกติ เซลล์ตาย และ เซลล์ที่บาดเจ็บในระดับต่างๆ โดยทั่วไป การได้รับความเครียดรุนแรงจะฆ่าเซลล์ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เซลล์ที่รอดชีวิต รวมถึงเชื้อก่อโรคในอาหาร อาจจะยังคง มีชีวิตอยู่ได้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ของ ยีนเพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้

ประเภทของความเครียด

ความเครียดทางเคมี
     ความเครียดทางเคมีมาจากการสัมผัส กรดและเบส สารกันเสียในอาหาร และสาร ฆ่าเชื้อชนิดต่างๆ ภาวะช็อกจากกรด (acid shock) อย่างรุนแรงและความเครียดทำให้ เซลล์อยู่ในสภาวะบาดเจ็บที่พีเอชต่ำ เมื่อ ไฮโดรเจนไอออน (H+) เคลื่อนผ่านเยื่อหุ้ม เซลล์หรือเมื่อกรดอินทรีย์แพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แล้วทำให้ค่าพีเอชภายในเซลล์ลดลงจนทำให้ เซลล์แตก นอกจากนี้กระบวนการหมักที่ใช้ ในการผลิตชีสและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ชนิด ต่างๆ สามารถทำให้เกิดความเครียดจาก กรดได้ และการสัมผัสสารชำระล้างที่เป็น ด่าง และสารเคมี เช่น โซดาไฟ (NaOH) และสารประกอบควอเทอร์นารีแอมโมเนียที่ ใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวสัมผัส อาหารและสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร สามารถเหนี่ยว นำให้เซลล์บาดเจ็บได้เช่นกัน เซลล์เหล่านี้ จะตรวจวิเคราะห์ได้ยากเมื่อใช้วิธีมาตรฐาน คือ การเลี้ยงเชื้อบนจานเพาะเชื้อโดยใช้ อาหารเลี้ยงเชื้อเพิ่มปริมาณ

ผลกระทบต่อสุขภาพ
     แม้ว่าพาราควอตมีพิษเฉียบพลันต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ว่าจะได้รับทางใด แต่สาเหตุการตายส่วนใหญ่มาจากการได้รับผ่านทางเดินอาหาร ค่า LD50 ทางปากมีค่า 50-150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขึ้นกับชนิดของสัตว์ และ LD50 ของมนุษย์มีค่าประมาณ 35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม การสัมผัสทางผิวหนังพบว่าทำให้มือแห้งและปริแตกเล็บหลุด ผิวเปื่อย และท้องร่วง
     การได้รับพาราควอตปริมาณมากนั้นเพียงพอที่จะทำให้ปากและคอไหม้ ตามมาด้วยการระคายเคืองของทางเดนิ อาหารส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ไม่มีความอยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง หลายรายพบว่าการกลืนพาราควอตทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในปอด ทำให้เกิดอาการชัก และตายเนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว อาการเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที และแท้จริงแล้วอาจเกิดหลังจากผ่านไปหลายวัน ผลกระทบจากพาราควอตที่มากที่สุดคือทำให้ปอดเสียหาย จึงส่งผลต่อผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือมีอาการเกี่ยวกับปอด ที่สำคัญคือ แม้แต่ในกรณีที่บังเอิญกลืนพาราควอตเข้าไปแล้วไม่ถึงกับตายการสัมผัสนี้จะทำให้เกิดพังผืดในปอดและสร้างความเสียหายต่อไต
     การรักษาพิษจากพาราควอตคือการจำกัดการดูดซึมโดยการให้กลืนสาร เช่น ฟุลเลอร์สเอิร์ท ซึ่งเป็นตัวดูดซับพาราควอต หรือใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือใช้การกรองเลือดเพื่อขจัดพาราควอตออกจากเลือด แต่เมื่อพาราควอตสะสมในปอด ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลในปัจจุบัน
พาราควอตที่ตกค้างในแม่และตัวอ่อน
     การศึกษาระยะยาวเพื่อวัดความเข้มข้นของพาราควอตในซีรัมจากสายสะดือและหญิงมีครรภ์จำนวน 82 คน ที่คลอดในสามจังหวัดของประเทศไทย พบว่าความเข้มข้นของพาราควอตในซีรัมของหญิงมีครรภ์ใกล้คลอด (พบว่า 83% มีค่า ≤ ค่าต่ำสุดที่วิเคราะห์ได้ [LOD] ค่าสูงสุดที่พบ 58.3 นาโนกรัม/มิลลิลิตร) เท่ากับผลที่ได้จากการวิเคราะห์ซีรัมจากสายสะดือ (พบว่า 80% มีค่า ≤ ค่าต่ำสุดที่วิเคราะห์ได้ [LOD] ค่าสูงสุดที่พบ 47.6 นาโนกรัม/มิลลิลิตร) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสัมผัสของหญิงมีครรภ์ใกล้คลอดมีเพียงกิจกรรมทางการเกษตร นั่นคือการขุดดินในไร่นาและการทำงานในแปลงเกษตรในช่วงสามเดือนก่อนคลอด ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าหญิงมีครรภ์ที่ทำงานในภาคการเกษตรหรืออยู่ในครอบครัวเกษตรที่มีการสัมผัสกับสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตและพาราควอตนักวิจัยเสนอว่าผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาวจากการสัมผัสก่อนคลอดควรมีการประเมิน และควรพิจารณาให้มีข้อกำหนดที่มากขึ้นในการขายและใช้สารกำจัดวัชพืชในประเทศไทย

พาราควอตจะถูกห้ามใช้ในประเทศไทย?
     ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และนักวิชาการและตัวแทนภาคประชาชนที่ทำงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมโดยมีมติเดิมให้มีการระงับการใช้พาราควอต โดยกำหนดว่าควรระงับการใช้ภายใน 2 ปี ซึ่งงานวิจัยของปัจจุบันพบว่ากระทบต่อสิ่งแวดล้อมชัดเจน การหยุดไปทันทีจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ ดังนั้น จะมีการกำหนดช่วงเวลา มีมาตรการและต้องมีการหาสารทดแทนให้ชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการดำเนินการศึกษาเพื่อหาสารเคมีทดแทน ข้อมูลจะถูกส่งให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจที่กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งขึ้น เพื่อพิจารณาว่าจะมีการต่อใบอนุญาตหรือระงับการใช้พาราควอต



Copyright © 2018 All Right Reserved. MEDIA MATTER Company