click here to read INNOLAB on-line version
bi-lingual (Thai-English) magazine
read INNOLAB on-line  l   annual subscription  l   get e-news  l   event calendar  l   advertising  l   share your expertise  l   home



Read the article "Paraquat being Banned?" in English version, click >>>
.

Read full version of INNOLAB #10.57,
click >>>


Follow our activities on-line. Please click like our fan page and take a tour at
www.facebook.com/innolabmagazine
Paraquat being Banned?


พาราควอตเป็นสารประกอบควอเทอร์นารีไนโตรเจน ชื่อทางเคมี 1’-ไดเมทิล-4,4’-ไบไพริดิเนียม สารประกอบนี้มักอยู่ในรูปเกลือ ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น อย่างไรก็ตาม การผลิตตามตำรับจะทำให้พาราควอตมีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน รวมทั้งมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย พาราควอตอาจเรียกตามชื่อทางเทคนิคเป็นพาราควอตคลอไรด์

     ในฐานะที่พาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืช มีการใช้อย่างแพร่หลายเพื่อการควบคุมวัชพืชหลายชนิด ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วหลังจากการสัมผัส และออกฤทธิ์แบบไม่เลือกชนิดพืช ทำให้สามารถส่งผลกระทบต่อพืชได้อย่างหลากหลายแทนที่จะจำเพาะกับชนิด พาราควอตอาจใช้เป็นสารกำจัดพืชน้ำ เนื่องจากพาราควอตทำลายเนื้อเยื่อที่มีสีเขียวโดยการสัมผัส ในอดีต พาราควอตจึงใช้ในการผลิตพืชในทางการค้าบางชนิด โดยในปัจจุบัน ก็ยังใช้แพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา พาราควอตไม่ได้อยู่ในบัญชีสารก่อมะเร็งของหน่วยงานหลักใดๆ ในเอกสารวิชาการส่วนใหญ่จะถือว่าเป็นตัวขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ (endocrine disruptor)
     พาราควอตเกี่ยวข้องกับกรณีตัวอย่าง การได้รับพิษที่อันตรายถึงชีวิตหลายร้อยกรณี พิษพาราควอตส่วนใหญ่เกิดจากเจตนากลืนทางปาก (การฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม) แต่น้อยมากที่ได้รับทางปากเนื่องจากอุบัติเหตุผลกระทบต่อระบบนิเวศพาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ออกฤทธิ์แบบไม่เลือกชนิดพืช จับกับดินได้เป็นอย่างดี ทำให้ตกค้างในดินได้ยาวนาน พาราควอตเป็นสารออกฤทธิ์เฉียบพลันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ว่าจะสัมผัสด้วยทางใด และเป็นที่รูจั้กเนือ่ งจากผลตอ่ สาหร่ายและปลา พาราควอตดูดซึมเข้าสู่อนุภาคดินได้อย่างรวดเร็วและแน่นหนา โดยเฉพาะเมื่อเป็นดินเหนียว สารประกอบในดินมีครึ่งชีวิตมากกว่า 1,000 วัน เนื่องจากพาราควอตจับกับดินได้เป็นอย่างดี เมื่อมีพายุฝนอาจทำให้ไหลลงสูพื่้นที่น้ำ (water body) ด่วยเหตุนี้ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) จึงจัดให้พาราควอตอยู่ในบัญชีสารที่อาจปนเปื้อนในน้ำบาดาล พาราควอตส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า พาราควอตในความเข้มข้นที่สูงพอจะยับยั้งการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่ายในกระแสน้ำ ทำลายสายใยอาหารตั้งแต่ระดับรากฐาน สาหร่ายน้ำจืดเป็นแหล่งสะสมทางชีวภาพของสารนี้ และปลาหลายชนิดอาจได้รับอันตรายได้หากมีสารนี้ในระดับปานกลาง

มุมมองทางเกษตรกรรม
     ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา (2559) เสนอว่า ระดับของสารตกค้างพาราควอตในพืช อาหารและน้ำดื่ม ที่เกิดจากการใช้พาราควอตทางการเกษตรตามคำแนะนำปกติ จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเด็กและประชาชนทั่วไป และสรุปว่า พาราควอตเป็นพิษต่ำต่อผึ้ง มีความเป็นพิษเล็กน้อยต่อปลา เป็นพิษปานกลางต่อนก และไม่มีผลกระทบกับไส้เดือนดิน จากการตรวจสอบและทบทวนข้อมูลพาราควอตจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับพาราควอตได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในประเทศไทยมากกว่า 50 ปี พอสรุปได้ว่าเมื่อใช้พาราควอตกำจัดวัชพืชทางการเกษตรตามคำแนะนำ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด พาราควอตซึมเข้าสู่พืชอย่างรวดเร็ว โดยมีส่วนหนึ่งเหลืออยู่ที่ผิวใบพืช ใบพืชที่ถูกพาราควอตจะแห้งตายและร่วงลงสู่ดิน ในสภาพที่มีแสงแดดจัดพาราควอตจะสลายตัวประมาณ 25-50% ภายใน 3 สัปดาห์
พฤติกรรมของพาราควอตบนผิวใบพืช
 พาราควอตที่ถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดินไม่สามารถซึมเข้าสู่รากพืชได้
 พาราควอตเคลื่อนย้ายได้บ้างในท่อน้ำ (xylem) ในสภาพที่มีแสงน้อยหรือในที่มืด มีการใช้พาราควอตเพื่อทำให้ใบร่วงและเก็บเกี่ยวง่ายในมันฝรั่ง พบว่ามีการเคลื่อนย้ายของพาราควอตในท่อน้ำลงสู่หัวมันได้ แต่ในปริมาณที่ต่ำมาก ผลตกค้างของพาราควอตในพืช
องค์การอนามัยโลก สรุปว่าระดับของสารตกค้างพาราควอตในพืช อาหารและน้ำดื่ม ที่เกิดจากการใช้พาราควอตทางการเกษตรตามคำแนะนำปกติ จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเด็กและประชาชนทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของคณะผู้เชี่ยวชาญ ค่ามาตรฐานของพาราควอตที่ยอมให้มีในน้ำดื่ม MAC (ความเข้มข้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้) (องค์การอนามัยโลก, 1993)
 อังกฤษ 10 ไมโครกรัม/ลิตร
 แคนาดา 10 ไมโครกรัม/ลิตร
 ออสเตรเลีย 40 ไมโครกรัม/ลิตร
ADI (ปริมาณที่ได้รับต่อวันที่ยอมรับได้) (คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษตกค้าง, 2547)
0.004 มิลลิกรัมพาราควอตไอออน/กิโลกรัม ซึ่งเทียบได้เท่ากับ 80 ไมโครกรัม/ลิตร RfD (ปริมาณอ้างอิง) (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา, 1997) 0.0045 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ซึ่งเทียบได้เท่ากับ 90 ไมโครกรัม/ลิตร โดยดื่มน้ำ 3 ลิตร/วัน

ผลกระทบต่อสุขภาพ
     แม้ว่าพาราควอตมีพิษเฉียบพลันต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ว่าจะได้รับทางใด แต่สาเหตุการตายส่วนใหญ่มาจากการได้รับผ่านทางเดินอาหาร ค่า LD50 ทางปากมีค่า 50-150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขึ้นกับชนิดของสัตว์ และ LD50 ของมนุษย์มีค่าประมาณ 35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม การสัมผัสทางผิวหนังพบว่าทำให้มือแห้งและปริแตกเล็บหลุด ผิวเปื่อย และท้องร่วง
     การได้รับพาราควอตปริมาณมากนั้นเพียงพอที่จะทำให้ปากและคอไหม้ ตามมาด้วยการระคายเคืองของทางเดนิ อาหารส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ไม่มีความอยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง หลายรายพบว่าการกลืนพาราควอตทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในปอด ทำให้เกิดอาการชัก และตายเนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว อาการเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที และแท้จริงแล้วอาจเกิดหลังจากผ่านไปหลายวัน ผลกระทบจากพาราควอตที่มากที่สุดคือทำให้ปอดเสียหาย จึงส่งผลต่อผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือมีอาการเกี่ยวกับปอด ที่สำคัญคือ แม้แต่ในกรณีที่บังเอิญกลืนพาราควอตเข้าไปแล้วไม่ถึงกับตายการสัมผัสนี้จะทำให้เกิดพังผืดในปอดและสร้างความเสียหายต่อไต
     การรักษาพิษจากพาราควอตคือการจำกัดการดูดซึมโดยการให้กลืนสาร เช่น ฟุลเลอร์สเอิร์ท ซึ่งเป็นตัวดูดซับพาราควอต หรือใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือใช้การกรองเลือดเพื่อขจัดพาราควอตออกจากเลือด แต่เมื่อพาราควอตสะสมในปอด ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลในปัจจุบัน
พาราควอตที่ตกค้างในแม่และตัวอ่อน
     การศึกษาระยะยาวเพื่อวัดความเข้มข้นของพาราควอตในซีรัมจากสายสะดือและหญิงมีครรภ์จำนวน 82 คน ที่คลอดในสามจังหวัดของประเทศไทย พบว่าความเข้มข้นของพาราควอตในซีรัมของหญิงมีครรภ์ใกล้คลอด (พบว่า 83% มีค่า ≤ ค่าต่ำสุดที่วิเคราะห์ได้ [LOD] ค่าสูงสุดที่พบ 58.3 นาโนกรัม/มิลลิลิตร) เท่ากับผลที่ได้จากการวิเคราะห์ซีรัมจากสายสะดือ (พบว่า 80% มีค่า ≤ ค่าต่ำสุดที่วิเคราะห์ได้ [LOD] ค่าสูงสุดที่พบ 47.6 นาโนกรัม/มิลลิลิตร) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสัมผัสของหญิงมีครรภ์ใกล้คลอดมีเพียงกิจกรรมทางการเกษตร นั่นคือการขุดดินในไร่นาและการทำงานในแปลงเกษตรในช่วงสามเดือนก่อนคลอด ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าหญิงมีครรภ์ที่ทำงานในภาคการเกษตรหรืออยู่ในครอบครัวเกษตรที่มีการสัมผัสกับสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตและพาราควอตนักวิจัยเสนอว่าผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาวจากการสัมผัสก่อนคลอดควรมีการประเมิน และควรพิจารณาให้มีข้อกำหนดที่มากขึ้นในการขายและใช้สารกำจัดวัชพืชในประเทศไทย

พาราควอตจะถูกห้ามใช้ในประเทศไทย?
     ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และนักวิชาการและตัวแทนภาคประชาชนที่ทำงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมโดยมีมติเดิมให้มีการระงับการใช้พาราควอต โดยกำหนดว่าควรระงับการใช้ภายใน 2 ปี ซึ่งงานวิจัยของปัจจุบันพบว่ากระทบต่อสิ่งแวดล้อมชัดเจน การหยุดไปทันทีจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ ดังนั้น จะมีการกำหนดช่วงเวลา มีมาตรการและต้องมีการหาสารทดแทนให้ชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการดำเนินการศึกษาเพื่อหาสารเคมีทดแทน ข้อมูลจะถูกส่งให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจที่กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งขึ้น เพื่อพิจารณาว่าจะมีการต่อใบอนุญาตหรือระงับการใช้พาราควอต



Copyright © 2018 All Right Reserved. MEDIA MATTER Company